วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษา Moodle

มูเดิล (อังกฤษ: Moodle ย่อมาจาก Modular Object-Oriented Dynamic Learning Environment) เป็นซอฟต์แวร์เสรีเพื่อจัดการสภาพแวดล้อมการศึกษาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (อาจเรียกว่า Learning Management System หรือ Virtual Learning Environment; VLE) ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2555 มีฐานผู้ใช้ประกอบไปด้วย 70,793 เว็บไซต์ที่ลงทะเบียนและตรวจสอบแล้ว ซึ่งให้บริการแก่ผู้ใช้ 63,204,814 รายในกว่า 6.7 ล้านวิชาและผู้สอนกว่า 1.2 ล้านคน[3]
มูเดิลเดิมทีได้พัฒนาโดย Martin Dougiamas มีจุดประสงค์เพื่อช่วยคุณครูหรือผู้ที่ทำงานด้านการศึกษาให้สามารถสร้างบทเรียนออนไลน์ได้ ความสามารถของมูเดิลเน้นไปที่การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับเนื้อหาและการร่วมกันพัฒนาเนื้อหาบทเรียน รุ่นแรกของมูเดิลได้เปิดตัวในวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2545 และปัจจุบันก็ยังคงพัฒนาเรื่อยมา
ชื่อมูเดิลได้กลายมาเป็นชื่อของโครงการและบริษัทมากมายที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์มูเดิล
·         ซอฟต์แวร์มูเดิล
·         Moodle Pty Ltd (หรืออาจเรียกว่า Moodle Headquarters หรือ the Moodle Trust) เป็นบริษัทในเมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย มีส่วนร่วมในการพัฒนาซอฟต์แวร์หลักของมูเดิล
·         ชุมชนมูเดิล เป็นเครือข่ายเปิดของผู้ใช้งานมูเดิล มีผู้ใช้ลงทะเบียนกว่าหนึ่งล้านคน ผู้ใช้แต่ละคนอาจแบ่งปันโค้ด แนวคิด หรือข้อมูลต่าง ๆ ภายในชุมชน นอกจากนี้ชุมชนยังมีนักพัฒนาซอฟต์แวร์จำนวนมากที่ไม่ได้ร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์หลักของมูเดิลโดยตรง แต่ช่วยในการสร้างโมดูลเสริมความสามารถต่าง ๆ
·         Moodle Partner network เป็นกลุ่มที่ช่วยสนับสนุนเงินบริจาคให้แก่ Moodle Pty Ltd

Moodle-logo.svg
Moodle 2.0 on Firefox 4.0.png
ภาพจับหน้าจอของบทเรียนมูเดิลในไฟร์ฟอกซ์
ผู้ออกแบบMartin Dougiamas
ผู้พัฒนาMartin Dougiamas
Moodle HQ
Moodle Community
รุ่นล่าสุด2.4.1 / 14 ม.ค. 2013; 6 เดือนก่อน[1]
เขียนบนPHP
ระบบปฏิบัติการCross-platform
ประเภทCourse management system
ลิขสิทธิ์GPLv3+[2]
เว็บไซต์moodle.org

ปูมหลัง

ต้นกำเนิด[แก้]

Martin Dougiamas ผู้สำเร็จการศึกษาทั้งทางการศึกษาและวิทยาการคอมพิวเตอร์ได้เขียนเวอร์ชันแรกของ Moodle และทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเพื่อศึกษาการใช้ซอฟต์แวร์เสรีเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมุ่งไปในแนวทาง "social constructionist"[4][5][6]

ต้นกำเนิดของชื่อ[แก้]

ตัวย่อ Moodle หมายถึง Modular Object-Oriented Dynamic Learning Environment (ในปีแรก ๆ "M" หมายถึง "Martin's" ซึ่งก็คือชื่อผู้พัฒนาโปรแกรม) นอกจากจะเป็นตัวย่อแล้ว ชื่อนี้ยังถูกใช้เพราะความหมายตามพจนานุกรม[7] และเพราะมีชื่อโดเมนว่างอยู่ในจดทะเบียนได้ในขณะนั้น[8]

สถิติและส่วนแบ่งการตลาด[แก้]

ณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554
·         มีไซต์ที่ลงทะเบียน 55,110 แห่งให้บริการแก่ผู้ใช้ 44,966,541 รายใน 4,763,446 วิชาใน 214 ประเทศ และมีมากกว่า 75 ภาษา[9]
·         ไซต์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดคือ moodle.org มี 66 วิชาและผู้ใช้ 1,090,234 ราย หลังจากการลงทุนราว 5 ล้านปอนด์ใน พ.ศ. 2548 Open University ในสหราชอาณาจักร เป็นผู้ใช้มูเดิลที่ใหญ่เป็นอันดับสองเมื่อนับจากจำนวนผู้ใช้ โดยมีผู้ใช้ 714,310 รายใน 6,093 วิชา รายชื่อไซต์สิบอันดับแรกโดยจำนวนวิชาและโดยจำนวนผู้ใช้แสดงอยู่ ณ เว็บไซต์ moodle.org

การพัฒนา[แก้]

รุ่นที่เผยแพร่[แก้]

รุ่น
เผยแพร่
หมายเหตุประจำรุ่น
เวอร์ชันล่าสุด
วันที่
การสนับสนุน
Moodle 2.4
ธันวาคม พ.ศ. 2555
Moodle 2.4.1
มกราคม พ.ศ. 2556
ยังเปิดใช้งานอยู่
Moodle 2.3
มิถุนายน พ.ศ. 2555
Moodle 2.3.4
มกราคม พ.ศ. 2556
ยังเปิดใช้งานอยู่
Moodle 2.2
ธันวาคม พ.ศ. 2554
Moodle 2.2.7
มกราคม พ.ศ. 2556
ยังเปิดใช้งานอยู่
Moodle 2.1
มิถุนายน พ.ศ. 25541
Moodle 2.1.10
มกราคม พ.ศ. 2556
สิ้นสุด
Moodle 2.0
พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
Moodle 2.0.10
กรกฎาคม พ.ศ. 2555
สิ้นสุด
Moodle 1.9
มีนาคม พ.ศ. 2551
Moodle 1.9.19
กรกฎาคม พ.ศ. 2555
สิ้นสุด
Moodle 1.8
มีนาคม พ.ศ. 2550
Moodle 1.8.14
ธันวาคม พ.ศ. 2553
สิ้นสุด
Moodle 1.7
พฤศจิกายน พ.ศ. 2549
Moodle 1.7.7
มกราคม พ.ศ. 2552
สิ้นสุด
Moodle 1.6
มิถุนายน พ.ศ. 2549
Moodle 1.6.9
มกราคม พ.ศ. 2552
สิ้นสุด
Moodle 1.5
มิถุนายน พ.ศ. 2548
Moodle 1.5.4
พฤษภาคม พ.ศ. 2549
สิ้นสุด
Moodle 1.4
กรกฎาคม พ.ศ. 2547
Moodle 1.4.5
พฤษภาคม พ.ศ. 2548
สิ้นสุด
Moodle 1.3
พฤษภาคม พ.ศ. 2547
Moodle 1.3.5
กันยายน พ.ศ. 2547
สิ้นสุด
Moodle 1.2
มีนาคม พ.ศ. 2547
Moodle 1.2.1
มีนาคม พ.ศ. 2547
สิ้นสุด
Moodle 1.1
สิงหาคม พ.ศ. 2546
Moodle 1.1.1
กันยายน พ.ศ. 2546
สิ้นสุด
Moodle 1.0
สิงหาคม พ.ศ. 2545
Moodle 1.0.9
พฤษภาคม พ.ศ. 2546
สิ้นสุด

ประกาศนียบัตรรับรอง[แก้]

ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 มีประกาศนียบัตรอย่างเป็นทางการมอบให้กับผู้สอนที่ใช้มูเดิล เริ่มแรกเรียกประกาศนียบัตรนี้ว่า Moodle Teacher Certificate (MTC) และต่อมาในปี พ.ศ. 2551 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Moodle Course Creator Certificate (MCCC) ซึ่งประกาศนียบัตรนี้จะได้รับผ่าน Moodle Partners หรือ Central Certification Services เท่านั้น และขณะนี้กำลังมีการอภิปรายเกี่ยวกับการให้ใบรับรอง Moodle Administrators Certificate สำหรับผู้ดูแลมูเดิลอีกด้วย

การสัมมนามูเดิล[แก้]

การสัมมนาที่จัดโดยชุมชนมูดเดิลเรียกกันว่า MoodleMoot[10] ซึ่งได้จัดสัมมนามาหลายครั้งมาแล้วตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลก โดยมากเจ้าภาพสถานที่จะเป็นมหาวิทยาลัยหรือสถาบันต่าง ๆ การสัมมนาทั้งหลายนี้สนับสนุนโดย Moodle Partner
กำหนดการสัมมนาทั้งหลายจะประกาศโดย Moodle Conference Center[11]


สื่อการสอน CAI

1.            คอมพิวเตอร์ช่วยสอนคืออะไร
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน มาจากคำว่า CAI (Computer Assisted Instruction) หมายถึงวิถีทางของการสอนรายบุคคลโดยอาศัยความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะจัดหาประสบการณ์ที่มีความสัมพันธ์กันมีการแสดงเนื้อหาตามลำดับที่ต่างกันด้วย บทเรียนโปรแกรมที่เตรียมไว้อย่างเหมาะสม คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงเป็นเครื่องมือช่วยส่วนอย่างหนึ่งที่ผู้เรียนจะตอบคำถาม ทางแป้นพิมพ์แสดงออกมาทางจอภาพ มีทั้งรูปภาพและตัวหนังสือหรือบางทีอาจใช้ร่วมกันกับ อุปกรณ์อย่างอื่นด้วย เช่น สไลด์ เทปวิดีทัศน์ เป็นต้น 

2. ลักษณะสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีลักษณะการเรียนที่เป็นขั้นตอน ดังนี้
2.1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน จะเริ่มตั้งแต่การทักทายผู้เรียน บอกวิธีการเรียน และบอกจุดประสงค์ของการเรียน เพื่อที่จะให้ผู้เรียนได้ทราบว่า เมื่อเรียนจบบทเรียนนี้แล้วเขาจะสามารถทำอะไรได้บ้าง คอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถเสนอวิธีการในรูปแบบที่น่าสนใจได้ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะภาพเคลื่อนไหว เสียงหรือผสมผสานหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน เพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียน ให้มุ่งความสนใจเข้าสู่บทเรียนบางโปรแกรมอาจจะมีแบบทดสอบวัดความพร้อมของผู้เรียนก่อน หรือมีรายการ เพื่อให้ผู้เรียนเลือกเรียนได้ตามความสนใจ และผู้เรียนสามารถจัดลำดับรายการเรียนก่อนหลังได้ด้วยตนเอง
2.2 ขั้นการเสนอเนื้อหา เมื่อผู้เรียนเลือกเรียนในเรื่องใดแล้ว คอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็จะเสนอเนื้อหาออกมาเป็นกรอบ ๆ ในรูปแบบที่เป็น ตัวอักษร ภาพ เสียง ภาพกราฟิก และภาพเคลื่อนไหว เพื่อเร้าความสนใจในการเรียน และสร้างความเข้าใจในความคิดรวบยอดต่าง ๆ แต่ละกรอบ หรือเสนอเนื้อหาเรียงลำดับไปทีละอย่างทีละประเด็น โดยเริ่มจากง่ายไปหายาก ผู้เรียนจะควบคุมความเร็วในการเรียนด้วยตนเอง เพื่อที่จะให้ได้เรียนรู้มากที่สุด ตามความสามารถ และมีการชี้แนะหรือการจัดเนื้อหาสำหรับการช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดการเรียนที่ดีขึ้น
2.3 ขั้นคำถามและคำตอบ หลังจากเสนอเนื้อหาของบทเรียนไปแล้ว เพื่อที่จะวัดผู้เรียนว่ามีความรู้ความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนมาแล้วเพียงใดก็จะมีการทบทวนโดยการให้ทำแบบฝึกหัด และช่วยเพิ่มพูนความรู้ ความชำนาญ เช่น ให้ทำแบบฝึกหัดชนิดคำถาม แบบเลือกตอบ แบบถูกผิด แบบจับคู่ และแบบเติมคำ เป็นต้น ซึ่งคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถเสนอแบบฝึกหัดแก่ผู้เรียนได้น่าสนใจมากกว่าแบบทดสอบธรรมดา และผู้เรียนตอบคำถามผ่านทางแป้นพิมพ์หรือเมาส์ นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนยังสามารถจับเวลาในการตอบคำถามของผู้เรียนได้ด้วย ถ้าผู้เรียนไม่สามารถตอบคำถามได้ในเวลาที่กำหนดไว้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็จะเสนอความช่วยเหลือให้
2.4 ขั้นการตรวจคำตอบ เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้รับคำตอบจากผู้เรียนแล้ว คอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็จะตรวจคำตอบและแจ้งผลให้ผู้เรียนได้ทราบ การแจ้งอาจแจ้งเป็นแบบข้อความ กราฟิกหรือเสียง ถ้าผู้เรียนตอบถูกก็จะได้รับการเสริมแรง (Reinforcement) เช่น การให้คำชมเชย เสียงเพลง หรือให้ภาพกราฟิกสวย ๆ และถ้าผู้เรียนตอบผิด คอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็จะบอกใบ้ให้หรือให้การซ่อมเสริมเนื้อหาแล้วให้คำถามนั้นใหม่ เมื่อตอบได้ถูกต้องจึงก้าวไปสู่หัวเรื่องใหม่ต่อไป ซึ่งจะหมุนเวียนเป็นวงจรอยู่จนกว่าจะหมดบทเรียนในหน่วยนั้น ๆ
2.5 ขั้นของการปิดบทเรียน เมื่อผู้เรียนเรียนจบบทเรียนแล้ว คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะทำการประเมินผลของผู้เรียนโดยการทำแบบทดสอบ ซึ่งจุดเด่นของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ สามารถสุ่มข้อสอบออกมาจากคลังข้อสอบที่ได้สร้างเก็บไว้และเสนอให้ผู้เรียนแต่ละคนโดยที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้ผู้เรียนไม่สามารถจดจำคำตอบจากการทำในครั้งแรก ๆ นั้นได้หรือแบบไปรู้คำตอบนั้นมาก่อนเอามาใช้ประโยชน์ เมื่อทำแบบทดสอบนั้นเสร็จแล้ว ผู้เรียนจะได้รับทราบคะแนนการทำแบบทดสอบของตนเองว่าผ่านตามเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่แรกและคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จะบอกเวลาที่ใช้ในการเรียนในหน่วยนั้น ๆ ได้ด้วยเป็นต้น 

3. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนส่วนใหญ่เป็นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทใด เพราะเหตุใดจึงนิยม
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนส่วนใหญ่จะมาในลักษณะของ บทเรียน (Tutorial) เพราะลักษณะของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นมาในลักษณะของบทเรียนโปรแกรม ที่เสนอเนื้อหาความรู้เป็นส่วนย่อย ๆ เป็นการเรียนแบบการสอนของครู คือ จะมีบทนำ คำอธิบาย ซึ่งประกอบด้วยทฤษฎี กฎเกณฑ์ คำอธิบาย และแนวคิดที่จะสอนในรูปแบบของข้อความ ภาพและเสียงหรือทุกแบบรวมกัน หลังจากที่ผู้เรียนได้ศึกษาแล้วก็จะมีคำถามเพื่อใช้ในการตรวจสอบ ความเข้าใจของผู้เรียน มีการแสดงผลย้อนกลับ ตลอดจนมีการเสริมแรงสามารถให้ผู้เรียนย้อนกลับไปเรียนบทเรียนเดิม หรือข้ามบทเรียนที่ผู้เรียนรู้แล้วไปได้ นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกผลว่าผู้เรียนทำได้เพียงไร อย่างไร เพื่อให้ครูผู้สอนมีข้อมูลในการเสริมความรู้ให้กับผู้เรียนบางคนได้ หรือผู้เรียนได้เลือกเรียนตามความสามารถของตนเอง โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จึงเป็นที่นิยม


4. ประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบใดที่สอดคล้องกับแนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม เพราะเหตุใด
ประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สอดคล้องกับแนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยมคือ การฝึกทักษะและปฏิบัติ (Drill and Practice) เพราะการฝึกทักษะและปฏิบัติจะใช้เสริมการสอน เมื่อครูหรือผู้สอนได้สอนบทเรียนบางอย่างไปแล้ว และให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดจากคอมพิวเตอร์เป็นการวัด ความเข้าใจ ทบทวนและช่วยเพิ่มพูนความรู้ความชำนาญ ลักษณะแบบฝึกหัดที่นิยมกันมากคือ การจับคู่ชี้ว่า ถูกผิด และเลือกข้อถูกจาก 3 -5 ตัวเลือก การใช้ไมโครคอมพิวเตอร์เพื่อฝึกทักษะต่าง ๆ จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก หากโปรแกรมที่ใช้มีประสิทธิภาพดี โปรแกรมในด้านการฝึกทักษะและปฏิบัติไม่ได้ช่วยผู้เรียนเฉพาะในด้านความจำเพียงด้านเดียวแต่ยังช่วยผู้เรียนให้รู้จักคิดด้วย เพราะคอมพิวเตอร์มักจะเป็นฝ่ายป้อนคำถามให้ผู้เรียนเป็นฝ่ายตอบอยู่เสมอทฤษฎีการเรียน แนวพฤติกรรมนิยมนำมาใช้ในการออกแบบและพัฒนาบทเรียนดังนี้
·       Contiguity: การให้ผลย้อนกลับทันทีที่ผู้เรียนตอบสนองต่อ สิ่งเร้าจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้
·       Repetition: การที่ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนเนื้อหาบทเรียน หลายๆครั้ง หรือการได้ฝึกปฏิบัติบ่อยๆ จะช่วยส่งเสริมให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความคงทนในการจำดียิ่งขึ้น
·       Feedback : การให้ผลย้อนกลับแก่ผู้เรียนทันทีที่ผู้เรียนตอบสนองต่อสิ่งเร้าเป็นปัจจัยสำคัญ ผลย้อนกลับนำเสนอผล การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของผู้เรียนว่ามีความถูกต้องหรือเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ การให้ผลย้อนกลับแบบทันทีทันใดไม่อาจทำได้หรือทำได้ยาก ในชั้นเรียนปกติ แต่ด้วยการที่คอมพิวเตอร์สามารถประเมินผล การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของผู้เรียนรายบุคคลได้ ทำให้สามารถนำเสนอผลย้อนกลับได้ทันทีทันใด ซึ่งผลย้อนกลับนี้เป็นส่วน ประกอบที่ทำให้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคุณค่าและได้เปรียบสื่อการสอนประเภทอื่นๆ 

5. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีส่วนช่วยในการปฏิรูปการศึกษาได้อย่างไรบ้าง 
การปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีสาระสำคัญ 7 ด้าน คือ
1) ด้านความเสมอภาคของโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2) ด้านคุณภาพมาตรฐานการศึกษา
3) ด้านระบบบริหารและสนับสนุนทางการศึกษา
4) ด้านครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
5) ด้านหลักสูตร
6) ด้านกระบวนการเรียนรู้
7) ด้านทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา
การศึกษาที่แท้จริง คือ การพัฒนาปัญญาของตนเองให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความคิดเห็นและความถูกต้อง ความดีงาม ที่จะเกื้อกูลแก่ตนเองและครอบครัว พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้กำหนดให้มีการปฏิรูปการเรียนรู้ไว้ในหมวดที่ 4 ว่า ด้วยแนวการจัดการศึกษา โดยมีสาระสำคัญสอดคล้องกับการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนดังนี้ 
·          การจัดการเรียนการสอนเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพราะการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง คนที่เรียนอ่อนก็ศึกษาเนื้อหาไปแบบช้าๆ แต่ถ้านักเรียนที่มีความสามารถก็สามารถเรียนโดยใช้ระยะเวลาเพียงน้อยนิด และถ้าผู้เรียนคนใดต้องการศึกษาเนื้อหาตามที่ตัวเองสนใจก็สามารถเลือกเรียนได้ โดยไม่ต้องพึ่งครูผู้สอนหรือเพื่อน ต้องการเรียนเนื้อหาใด เมื่อใด ก็สามารถเลือกเรียนได้ตามความถนัดและความสนใจ (Anywhere Anytime Learning)

·         ส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต โดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้เข้ามาช่วยในส่วนของการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องมีความหลากหลาย ครอบคลุมช่องทางรับรู้ของบุคคล เพราะสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้นมา มักจะเป็นสื่อมัลติมีเดีย ที่มีทั้งข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอ ภาพเคลื่อนไหว แล้วแต่ลักษณะการออกแบบ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจที่จะเรียน และการเรียนรู้นั้นก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพ ความถนัดของบุคคล


Web Based Instruction (WBI)


WBI (Web based Instruction)
WBI แบบไหนถึงเรียกว่า WBI
ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า WBI คืออะไร
WBI ย่อมาจาก Web based instruction
WBI ไม่ใช่ CAI
WBI เป็นเครื่องมือสำหรับ การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ E-Learning

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ E Education และเป็นส่วนย่อยของระบบใหญ่ E Commerceดังภาพ
แสดงระบบ E-Commerce => E education => E-Learning

WBI เป็น การจัดการศึกษาในรูปแบบ Web Knowladge Based On Line เป็นการจัดสภาวกาณ์การเรียนการสอน ในรูปแบบ On Lineโดยมีข้อกำหนด

อย่างไรจึงจะเรียกว่า WBI

การจะเป็น WBI จะต้องมีสิ่งต่อไปนี้อย่างสมบรูณ์ ได้แก่

  1. ความเป็นระบบ
  2. ความเป็นเงื่อนไข
  3. การสื่อสารหรือกิจกรรม
  4. Learning Root
ความเป็นระบบ System
System Learning

(แสดงรูประบบ) 
ความเป็นระบบสามารถแบ่งเป็น
Input ได้แก่
1. ผู้เรียน
2. ผู้สอน
3. วัตถุประสงค์การเรียน
4. สื่อการสอน
5. ฐานความรู้
6. การสื่อสาร & กิจกรรม
7. การประเมินผล
8.  อื่นๆ ฯลฯ (แล้วแต่สถาบันจะกำหนดปัจจัยที่นอกเหนือจากนี้)
Process ได้แก่
การสร้างสถานการณ์หรือการจัดสภาวะการเรียนการสอน โดยใช้วัตถุดิบจาก Input อย่างมี กลยุทธ หรือ ตามที่กำหนดไว้ในแผนการสอน 
Output ได้แก่
ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ซึ่งได้จากการประเมินผล
ความเป็นเงื่อนไข
          อะไรคือ เงื่อนไข เงื่อนไขนับว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ WBI อาทิกำหนดเงื่อนไขว่า เมื่อเสร็จสิ้นจากการเรียนแล้วจะต้องทำแบบประเมินการเรียน หากทำแบบประเมินผ่านตามคะแนนที่กำหนดไว้ ก็สามารถไปศึกษาบทเรียนอื่นๆหรือบทเรียนที่ยากขึ้นเป็นลำดับได้ แต่ถ้าไม่ผ่านตามเงื่อนไขที่กำหนด ก็จะต้องเรียนซ้ำจนกว่าจะผ่าน
การสื่อสารหรือกิจกรรม
          อะไรคือ การสื่อสาร & กิจกรรม กิจกรรมจะเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการปฏิสัมพันธ์ หรือการสื่อสารขึ้นภายในสถานะการณ์การเรียน โดยไม่ต่างจากห้องเรียนปกติอาจเรียกว่า Virturl Classroom กิจกรรมจะเป็นตัวช่วยให้การเรียนเข้าสู่เป้าหมาย ได้ง่ายขึ้น เช่น ใช้ Mail Chat Webboard Search ฯลฯ ติดต่ออาจารย์หรือเพื่อนร่วมชั้นเรียนเพื่อถามข้อสงสัย 
Learning Root
           Learning Root มิใช่ Learning Link กล่าวคือ Learning Root เป็นการกำหนดแหล่งความรู้ภายนอก ที่เกี่ยวข้องกับบทเรียน โดยมีเงื่อนไข เช่น แหล่งความรู้ภายนอก ที่มีความยากเป็นลำดับ หรือ เกี่ยวข้องกับหัวข้อการเรียนเป็นลำดับ การกำหนด Leaning Root โดยใช้ เทคนิค Frame จะช่วยให้ผู้เรียนไม่เกิดภาวะหลงทาง



E-Learning


e-Learning คืออะไร









 e-Learning คืออะไร ::



          คำว่า e-Learning คือ การเรียน การสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระทำผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการเรียนลักษณะนี้ได้มีการนำเข้าสู่ตลาดเมืองไทยในระยะหนึ่งแล้ว เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์ เป็นต้น 



          ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า e-Learning กับการเรียน การสอน หรือการอบรม ที่ใช้เทคโนโลยีของเว็บ (Web Based Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมถึงเทคโนโลยีระบบการจัดการหลักสูตร (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่างๆ โดยผู้เรียนที่เรียนด้วยระบบ e-Learning นี้สามารถศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ หรือ จากแผ่นซีดี-รอม ก็ได้ และที่สำคัญอีกส่วนคือ เนื้อหาต่างๆ ของ e-Learning สามารถนำเสนอโดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology) และเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ (Interactive Technology)



          คำว่า e-Learning นั้นมีคำที่ใช้ได้ใกล้เคียงกันอยู่หลายคำเช่น Distance Learning (การเรียนทางไกล) Computer based training (การฝึกอบรมโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ หรือเรียกย่อๆว่า CBT) online learning (การเรียนทางอินเตอร์เนต) เป็นต้น ดังนั้น สรุปได้ว่า ความหมายของ e-Learning คือ รูปแบบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือสื่ออิเลคทรอนิกส์ในการถ่ายทอดเรื่องราว และเนื้อหา โดยสามารถมีสื่อในการนำเสนอบทเรียนได้ตั้งแต่ 1 สื่อขึ้นไป และการเรียนการสอนนั้นสามารถที่จะอยู่ในรูปของการสอนทางเดียว หรือการสอนแบบปฎิสัมพันธ์ได้

ประโยชน์ของ e-Learning ::

    • ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา และ สะดวกในการเรียน

    • การเรียนการสอนผ่านระบบ e-Learning นั้นง่ายต่อการแก้ไขเนื้อหา และกระทำได้ตลอดเวลา เพราะสามารถกระทำได้ตามใจของผู้้สอน เนื่องจากระบบการผลิตจะใช้ คอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้ผู้เรียนก็สามารถเรียนโดยไม่จำกัดเวลา และสถานที่

    • เข้าถึงได้ง่าย

    • ผู้เรียน และผู้สอนสามารถเข้าถึง e-learning ได้ง่าย โดยมากจะใช้ web browser ของค่ายใดก็ได้ (แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ผลิตบทเรียน อาจจะแนะนำให้ใช้ web browser แบบใดที่เหมาะกับสื่อการเรียนการสอนนั้นๆ) ผู้เรียนสามารถเรียนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใดก็ได้ และในปัจจุบันนี้ การเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกระทำได้ง่ายขึ้นมาก และยังมีค่าเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่มีราคาต่ำลงมากว่าแต่ก่อนอีกด้วย

    • ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยกระทำได้ง่าย

    • เนื่องจากผู้สอน หรือผู้สร้างสรรค์งาน e-Learning จะสามารถเข้าถึง server ได้จากที่ใดก็ได้ การแก้ไขข้อมูล และการปรับปรุงข้อมูล จึงทำได้ทันเวลาด้วยความรวดเร็ว

    • ประหยัดเวลา และค่าเดินทาง 

    • ผู้เรียนสามารถเรียนโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ โดยจำเป็นต้องไปโรงเรียน หรือที่ทำงาน รวมทั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องประจำก็ได้ ซึ่งเป็นการประหยัดเวลามาก การเรียน การสอน หรือการฝึกอบรมด้วยระบบ e-Learning นี้ จะสามารถประหยัดเวลาถึง 50% ของเวลาที่ใช้ครูสอน หรืออบรม
จากประโยชน์ของ e-Learning ดังกล่าวนี้ ทำให้ภาคเอกชนเป็นจำนวนมากหันมานิยมใช้ระบบ e-learning ในการพัฒนาบุคลากรมากขึ้น
:: ประโยชน์ของการเรียนแบบออนไลน์เมื่อเทียบกับการฝึกอบรมในห้องเรียน ::

ห้องเรียน/สถานที่อบรม
เครือข่ายออนไลน์
การเข้าถึง
จำกัด (ขึ้นอยู่กับขนาดของห้องเรียน) / ระยะเวลาที่เปิดสอนต่อวัน
24 ฃั่วโมงต่อวัน และ 7 วันต่อสัปดาห์
การวัดผล
วัดผลด้วยตัวเอง หรือครูผู้สอน
อัตโนมัติ หรือครูผู้สอน
การจดจำ
จำกัด ไม่สามารถทวนซ้ำได้ อาจจะต้องในการจดบันทึกแทน
สูง เพราะสามารถทวนซ้ำได้หลายๆ ครั้ง เท่าที่ต้องการ
ค่าใช้จ่าย
สูง เพราะค่าจ้างผู้สอนต่อครั้ง
ต่ำ ค่าจ้างครูผู้สอนครั้งเดียวในการผลิตเนื้อหา