วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

ประโยชน์และการใช้งาน Notebook

ประโยชน์ของ Notebook


มินิคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่มีชิ้นใหม่ที่ดีของอุปกรณ์และพวกเขามีผลประโยชน์แตกต่างกันมากพวกเขาประหยัดพื้นที่, เงิน, เวลาและ เหล่านี้ gadgets ใหม่ขนาดเล็กไม่เสียค่าใช้จ่ายโชคและมีขนาดเล็กพอที่คุณสามารถใช้พวกเขาทุกที่โดยไม่ต้องมีการจัดการกับถุงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสายไฟและซีดีที่มักจะอยู่ในที่มีแล็ปท็อปปกติ

ค่าใช้จ่ายของโน้ตบุ๊คขนาดเล็กที่ยังเป็นบวก! ถ้าคุณเช่าแล็ปท็อปแล้วคุณจะต้องจ่ายเงินมากขึ้นว่าถ้าคุณกำลังจะซื้อคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คและเมื่อการให้เช่าที่คุณไม่ได้เป็นของตัวเองซึ่งหมายความว่าอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่ "ขายบิ๊ก","Outlet คอมพิวเตอร์"หรือ"ซื้อโน๊ตบุ๊คแล็ปท็อป"คุณจะเห็นสัญญาณเช่นนี้และคุณอาจคิดว่ามันเป็นความคิดที่ดี แต่มันเป็นทั้งหมดที่มักจะมีราคาแพงเกินไป แล็ปท็อปโน้ตบุ๊คที่มีขนาดใหญ่มีราคาแพงมากขึ้นเพราะพวกเขามีคุณสมบัติเพิ่มมากที่สุดของเราไม่เคยใช้ คอมพิวเตอร์เหล่านี้ให้คุณเลือกที่ไม่ต้องซื้อเป็นหนึ่งในบรรดาโน๊ตบุ๊คแล็ปท็อปที่มีราคาแพงเพราะเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คขนาดเล็กที่มีราคาไม่แพงมากและไม่ทั้งหมดเป็นสิ่งพื้นฐานที่เรามักจะกำล​​ังมองหาในสมุดบันทึก

มินิคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คมีบางส่วนของคุณสมบัติที่ดีที่สุดที่ก็ไม่สามารถเปรียบเทียบกับรูปแบบขนาดใหญ่อื่น ๆ มันมีขนาดเล็กซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่พูดสำหรับตัวเองมันเป็น; คุณสามารถใช้พวกเขาทุกใช้พวกเขาอย่างรวดเร็วและง่ายดายและพวกเขาจะดีสำหรับคนผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้วิธีการในการท่องเว็บ

โน้ตบุ๊คเป็นวิธีที่ดีที่จะสอนให้ยายวิธีการอ่านอีเมลที่ร้านค้าและร้านค้าออนไลน์ สำหรับบรรดาของคุณที่ไม่ได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมที่ซับซ้อนสำหรับงานมืออาชีพแล้วคุณจริงๆไม่จำเป็นต้องจินตนาการว่าแล็ปท็อปมีราคาแพง หากคุณชอบฉันและจริงๆเท่านั้นใช้คอมพิวเตอร์ในการทำบางอย่างการเขียนแสงและการท่องเว็บเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วเป็นโน้ตบุ๊คขนาดเล็กที่ดีที่สุดคือมันไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากและมันไม่ทุกสิ่งที่คุณต้องการจะทำ

ถ้าคุณเป็นนักเรียนที่ต้องการสิ่งที่จดบันทึกในชั้นเรียนเป็นโน้ตบุ๊คที่เหมาะเป็นอย่างยิ่งเพราะมันมีขนาดเล็กน้ำหนักเบาและไม่ได้เพิ่ม £ 10 ถึงหนังสือที่คุณมีอยู่แล้วดำเนินรอบ โบนัสมีเหตุผลที่ดีมากที่จะซื้อคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คขนาดเล็กราคาต่ำและขนาดเล็กที่มีการเพิ่มเพียงเพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี 



การใช้งาน Notebook


อ่านคู่มือก่อนการใช้งาน
                ก่อนการใช้งานทุกครั้ง ควรจะทำความรู้จักเครื่องคอมพิวตอร์ Notebook  ให้มากที่สุดด้วยการอ่านคู่มือ  อย่าคิดว่า  เครื่องคอมฯ Notebook  ไหนๆ ก็เหมือนกันไม่ต้องอ่านคู่มือก็ได้  ซึ่งโดยปกติแล้วคู่มือจะบอกรายละเอียดของอุปกรณ์ทุกชิ้น  คำแนะนำและคำเตือนต่างๆ เพื่อให้การใช้งานได้อย่างถูกต้องและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในระยะยาว

การชาร์จแบตเตอร์รี่
                การชาร์จแบตเตอรี่ที่ถูกวิธีนั้นในครั้งแรกผู้ใช้ควรชาร์จไฟให้นานกว่าปกติ จะชาร์จไฟให้พอเต็มไม่ต้องทิ้งไว้หลายชั่วโมงดังความเชื่อแบบสมัยก่อนคงไม่ได้แล้ว เนื่องจากแบตเตอรี่ Lithium Ion (Li-On) สมัยปัจจุบันนี้ จะเป็นการนับการชาร์จแบบ Cycle  ซึ่งไม่มี Memory Effect ดังเช่นแบตเตอรี่สมัยก่อน  ดังนั้น  เพื่อเป็นการถนอมแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนาน  ผู้ใช้ควรชาร์จไฟในครั้งแรกให้นานกว่าปกติ  ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่ในครั้งต่อๆ ไป  ผู้ใช้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ตามปกติได้เลย  สำหรับอายุการใช้งานของแบตเตอรี่โดยเฉลี่ยจะสามารถใช้งานได้นานถึง 2-3 ปี  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของแต่ละบุคคลด้วย
battery_notebook 
การเสียบปลั๊กเครื่องคอมฯ Notebook อย่างถูกต้อง *
               ผู้ใช้บางท่านอาจสงสัยกับหัวข้อนี้ว่า  การเสียบปลั๊กเครื่องคอมฯ Notebook  มีวิธีการที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องด้วยหรือ  คำตอบในที่นี้ คือ มีนะครับ  เพราะถ้าผู้ใช้ไม่ระมัดระวังในการเสียบปลั๊กอย่างถูกต้องแล้วอาจจะส่งผลให้ไฟช๊อตเมนบอร์ดของเครื่องท่านได้นะครับ  ซึ่งวิธีการเสียบปลั๊กเครื่องคอมฯ Notebook ที่ถูกต้องนี้  จะมีวิธีการที่แตกต่างกันในแต่ละยี่ห้อและรุ่นของเครื่องคอมฯ Notebook นั้นๆ ครับ เช่น  ยี่ห้อ HP Pavilion  จะบอกวิธีการเสียบปลั๊กที่ถูกต้อง  นั่นคือ  ให้เสียบหัวชาร์จเข้าที่ Port เครื่องคอมฯ Notebook ก่อน จากนั้นจึงเสียบปลั๊กสาย Adapter เข้าที่เต้ารับบนผนัง หรือเต้ารับบนปลั๊กพ่วง  หรือ  ยี่ห้อ MAC (Apple) จะบอกวิธีการเสียบปลั๊กที่ถูกต้องโดยให้เสียบปลั๊กสาย Adapter เข้าที่เต้ารับบนผนัง หรือเต้ารับบนปลั๊กพ่วงก่อน  จากนั้นจึงเสียบหัวชาร์จเข้าที่ Port เครื่องคอมฯ Notebook
              ทั้งนี้แล้ว เพื่อให้การเสียบปลั๊กเครื่องคอมฯ Notebook เป็นไปอย่างถูกต้อง  ผู้ใช้ทุกท่านควรศึกษาวิธีการเสียบปลั๊กที่ถูกต้องจากคู่มือเครื่องคอมฯ Notebook ที่ท่านซื้อนะครับ

 26-3-2555_10-16-14 26-3-2555_10-16-28

 ก่อนเคลื่อนย้ายเครื่องคอมฯ Notebook ให้ปิดฝาพับเครื่องก่อน
                 ปัญหาบานพับเครื่องคอมฯ Notebook หัก เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้ปวดหัวกันมาก  เนื่องจากเกิดจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง  เช่น  การเปิดฝาไว้ขณะยกเคลื่อนย้าย  การใช้มือเปล่าถือเครื่องโดยไม่ใส่กระเป๋าให้เรียบร้อยก่อน  เป็นต้น  ซึ่งการกระทำเหล่านี้ส่งผลให้บานพับขยับเขยื้อนมากกว่าที่ควรจะเป็น  ทำให้เกิดการแตกร้าวและหักได้ในที่สุด
                 
 ระบายความร้อนใต้เครื่องให้ดี
                ความร้อนสะสมภายในเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับเครื่องคอมฯ Notebook   โดยเฉพาะความร้อนในเครื่องหรือใต้เครื่อง  ซึ่งโดยปกติเครื่องคอมฯ Notebook จะแทบถูกวางแนบไว้กับโต๊ะ แต่ด้วยการออกแบบสำหรับการวางเครื่องไว้บนโต๊ะนั้นสามารถระบายความร้อนได้อยู่แล้ว  เว้นเสียจากการนำไปใช้บนพื้นผิวที่อ่อนนุ่มทำให้ปิดกั้นการระบายอากาศ  ทำให้การระบายความร้อนไม่ดีเท่าที่ควร  เช่น บนเบาะรถ  บนโซฟา  บนเตียง  เป็นต้น  ซึ่งหากผู้ใช้จำเป็นต้องใช้งานบนพื้นผิวเหล่านี้จริงๆ แนะนำให้หาฐานวางเครื่องคอมฯ Notebook มาใช้  เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนอากาศจะดีกว่าครับ
                       hot

การทำความสะอาดเครื่องคอมฯ Notebook
                ควรทำความสะอาดโดยใช้ผ้าแห้งเช็ดรอบตัวเครื่อง  ยกเว้นจอภาพควรใช้ผ้าที่ออกแบบมาสำหรับเช็ดหน้าจอ  ส่วนตรงคีย์บอร์ดที่มักจะมีฝุ่น  เศษผง  หรือเส้นผม  ไม่ควรใช้วิธีการเป่า เพราะบางจังหวะอาจจะทำให้เศษฝุ่นเข้าไปในช่องว่างระหว่างคีย์บอร์ดมากกว่าเดิม  ดังนั้น  ควรใช้วิธีการดูดด้วยเครื่องดูดฝุ่น  ร่วมกับการใช้แปรงขนอ่อน  เช่น  แปรงทาสี  มาใช้ทำความสะอาดด้วยก็ได้เช่นกัน
clean

ประโยชน์และการใช้งาน Micro Computer

ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก บางคนเห็นว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานส่วนบุคคล หรือเรียกว่า พีซี (Personal Computer : PC) สามารถใช้เป็นเครื่องต่อเชื่อมในเครือข่าย หรือใช้เป็นเครื่องปลายทาง (terminal) ซึ่งอาจจะทำหน้าที่เป็นเพียงอุปกรณ์รับและแสดงผลสำหรับป้อนข้อมูลและดูผลลัพธ์ โดยดำเนินการการประมวลผลบนเครื่องอื่นในเครือข่าย อาจจะกล่าวได้ว่าไมโครคอมพิวเตอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยประมวลผลกลางเป็นไมโครโพรเซสเซอร์ ใช้งานง่าย ทำงานในลักษณะส่วนบุคคลได้ สามารถแบ่งแยกไมโครคอมพิวเตอร์ตามขนาดของเครื่องได้ดังนี้
คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (desktop computer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กถูกออกแบบมาให้ตั้งบนโต๊ะ มีการแยกชิ้นส่วนประกอบเป็น ซีพียู จอภาพ และแผงแป้งอักขระ

แล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ (laptop computer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่วางใช้งานบนตักได้ จอภาพที่ใช้เป็นแบบแบนราบชนิดจอภาพผนึกเหลว (Liquid Crystal Display : LCD) น้ำหนักของเครื่องประมาณ 3-8 กิโลกรัม

โน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ (notebook computer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดและความหนามากกว่าแล็ปท็อป น้ำหนักประมาณ 1.5-3 กิโลกรัม จอภาพแสดงผลเป็นแบบราบชนิดมีทั้งแบบแสดงผลสีเดียว หรือแบบหลายสี โน้ตบุ๊คที่มีขายทั่วไปมีประสิทธิภาพและความสามารถเหมือน กับแล็ปท็อป

ปาล์มท็อปคอมพิวเตอร์ (palmtop computer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์สำหรับทำงานเฉพาะอย่าง เช่นเป็นพจนานุกรม เป็นสมุดจนบันทึกประจำวัน บันทึกการนัดหมายและการเก็บข้อมูลเฉพาะบางอย่างที่สามารถพกพาติดตัวไปมาได้สะดวก


ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer)

               ไมโครคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ มี ขนาด เล็ก บาง คน เห็น ว่า เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ ใช้ งาน ส่วน บุคคล หรือ เรียก ว่า พี ซี (Personal Computer : PC) สามารถ ใช้ เป็นเครื่องต่อ เชื่อม ใน เครือ ข่าย หรือ ใช้ เป็นเครื่องปลาย ทาง (terminal) ซึ่ง อาจ จะ ทำ หน้า ที่ เป็น เพียง อุปกรณ์ รับ และ แสดง ผล สำหรับ ป้อน ข้อ มูล และ ดู ผล ลัพธ์ โดย ดำ เนิน การ การ ประมวล ผล บนเครื่องอื่น ใน เครือ ข่าย อาจ จะ กล่าว ได้ ว่า ไมโคร คอมพิวเตอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ มี หน่วย ประมวล ผล กลาง เป็น ไมโคร โพรเซสเซอร ์ ใช้ งาน ง่าย ทำ งาน ใน ลักษณะ ส่วน บุคคล ได้ สามารถ แบ่ง แยก ไมโคร คอมพิวเตอร์ ตาม ขนาด ของเครื่องได้ ดัง นี้ 

คอมพิวเตอร์ แบบ ตั้ง โต๊ะ (desktop computer) เป็น ไมโคร คอมพิวเตอร์ ที่ มี ขนาด เล็ก ถูก ออก แบบ มา ให้ ตั้ง บน โต๊ะ มี การ แยก ชิ้น ส่วน ประกอบ เป็น ซี พียู จอ ภาพ และ แผง แป้ง อักขระ


แล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ (laptop computer) เป็น ไมโคร คอมพิวเตอร์ ขนาด เล็ก ที่ วาง ใช้ งาน บน ตัก ได้ จอ ภาพ ที่ ใช้ เป็น แบบ แบน ราบ ชนิด จอ ภาพ ผนึก เหลว (Liquid Crystal Display : LCD) น้ำ หนัก ของเครื่องประมาณ 3-8 กิโลกรัม
โน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ (notebook computer) เป็น ไมโคร คอมพิวเตอร์ ที่ มี ขนาด และ ความ หนา มาก กว่าแล็ปท็อ ป น้ำหนัก ประมาณ 1.5-3 กิโลกรัมจอ ภาพ แสดง ผล เป็น แบบ ราบ ชนิด มี ทั้ง แบบ แสดง ผล สี เดียว หรือ แบบ หลาย สี โน้ตบุ๊คที่ มี ขาย ทั่ว ไป มี ประสิทธิภาพ และ ความ สามารถ เหมือน กับแล็ปท็อ ป


Mega Bit Per Second(Mbps)

Mbps ย่อมาจาก Mega bit per second เป็นหน่วยของความเร็วของ Internet ที่นิยมใช้กัน
หลายๆคนเข้าใจว่าเป็น Mega byte แต่จริงๆแล้วไม่ใช่

คำว่า bit จะใช้ b ตัวเล็ก แต่คำว่า byte จะใช้ B ตัวใหญ่

ขนาดข้อมูล 1 byte = 8 bit 

ตัวอย่างการคำนวณความเร็วในการรับข้อมูลเช่น
Internet 1 Mbps จะรับข้อมูลได้  1024*1024 = 1048576 บิทต่อวินาที ซึ่งเมื่อแปลงเป็นหน่วยไบต์ แล้วจะเท่ากับ 1048576/8 = 131072 ไบต์ต่อวินาทีหรือเท่ากับ 131072/1024 = 128 Kb/s

ถ้าเน็ท 6Mbps ที่โฆษณาๆกันตอนนี้เวลาโหลดบิท หรือโหลดไฟล์ต่างๆก็จะมีความเร็วเต็มที่อยู่ที่ 6*128 = 768 กิโลไบต์ต่อวินาที

3G คืออะไร และจงอธิบายประวัติความเป็นมา

3G คืออะไร 

 ระบบ 3G คือ ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคที่สาม (Third Generation of Mobile Telephone – 3G) ซึ่งมี สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU (International Telecommunication Union) ซึ่งเป็นองค์กรชำนาญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำตลอดจนวางหลักเกณฑ์ในบริหาร และการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมให้กับประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิกทั่วโลก โดยมีแนวทางในการวางหลักเกณฑ์ทางการบริหารทรัพยากรด้านโทรคมนาคมของแต่ละประเทศสมาชิก เพื่อให้เป็นไปแนวทางเดียวกัน


ประวัติความเป็นมาของ3G

 Gย่อมาจากGeneration 1G-ระบบAnalog 2G-ระบบDigital
3G-ระบบWireless

1G เริ่มตั้งแต่ 1G … ซึ่งเป็นยุคที่ใช้ระบบ Analog คือใช้สัญญาณวิทยุในการส่งคลื่นเสียง โดยไม่รองรับการส่งผ่านข้อมูลใดๆทั้งสิ้นซึ่งนั่นก็หมายความว่าสามารถใช้งานทางด้าน Voice ได้อย่างเดียว คือ โทรออก-รับสาย เท่านั้น ไม่มีการรองรับการใช้งานด้าน Data ใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่การรับ-ส่ง SMS ก็ยังทำไม่ได้ในยุค 1G แต่จริงๆแล้ว … ในยุคนั้น ผู้บริโภคก็ยังไม่มีความต้องการในการใช้งานอื่นๆ นอกจากเสียง (Voice) อยู่แล้ว โดยปริมาณผู้ใช้โทรศัพท์มือถือยังอยู่ในขอบเขตที่จำกัดมาก และจะพบว่าผู้ใช้มักจะเป็นนักธุรกิจที่มีรายได้สูงเสียส่วนใหญ่

2G หลังจากนั้น ก็ได้พัฒนาต่อมาเป็นยุค 2G … ซึ่งเปลี่ยนจากการส่งคลื่นทางคลื่นวิทยุแบบ Analog มาเป็นการเข้ารหัส Digital ส่งทางคลื่น Microwave ซึ่งในยุคนี้เอง เป็นยุคที่เริ่มทำให้เราเริ่มที่จะสามารถใช้งานทางด้าน Data ได้ นอกเหนือจากการใช้งาน Voice เพียงอย่างเดียว ในยุค 2G นี้ … เราสามารถ รับ-ส่งข้อมูลต่างๆและติดต่อเชื่อมโยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการกำหนดเส้นทางการเชื่อมกับสถานีฐาน หรือที่เรียกว่า cell site
และก่อให้เกิดระบบ GSM (Global System for Mobilization) ซึ่งทำให้เราสามารถถือโทรศัพท์เครื่องเดียวไปใช้ได้เกือบทั่วโลก หรือที่เรียกว่า Roaming ยุค 2G นี้ ถือเป็นยุคเริ่มต้นแห่งการเฟื่องฟูของโทรศัพท์มือถือเลย … ราคาของโทรศัพท์มือถือเริ่มต่ำลง (กว่ายุค 1G) ทำให้ปริมาณผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมีมากขึ้น ซึ่งการส่งข้อมูลของยุค 2G นี้ เป็นยุคที่มีการเริ่มฮิต Download Ringtone , Wallpaper , Graphic ต่างๆ แต่ก็จะจำกัดอยู่ที่การ Downlaod Ringtone แบบ Monotone และ ภาพ Graphic ต่างๆก็เป็นเพียงแค่ภาพขาว-ดำที่มีความละเอียดต่ำเท่านั้น

2.5G หลังจากนั้น ก็เป็นยุคก้ำกึ่งระหว่าง 2G และ 3G … ซึ่งก็คือ 2.5G ซึ่ง 2.5G นี้ เป็นยุคที่กำเนิดเทคโนโลยี GPRS (General Packet Radio Service) นั่นเอง ซึ่งตามหลักการแล้ว … เทคโนโลยี GPRS นี้สามารถส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 115 Kbps เลยทีเดียว แต่เอาเข้าจริงๆ ความเร็วของ GPRS จะถูกจำกัดให้อยู่ที่ประมาณ 40 kbps เท่านั้น

2.75G เพิ่มนิดนึง … ก่อนจะมาถึงยุค 3G เราก็ยังมี 2.75G ด้วย ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution) นั่นเอง EDGE นั้นถือเป็นเทคโนโลยีต่อยอดของ GPRS และถูกเรียกกันว่าเทคโนโลยียุค 2.75 G (อย่างไม่เป็นทางการ) ลักษณะการทำงานของ EDGE นั้นจะเป็นการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพความเร็วจากพื้นฐานของ GPRS ให้มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลได้สูงขึ้น **แต่ว่า ยุค 2.75G ของ EDGE นั้น ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการ เพียงแค่ยกขึ้นมาเปรียบเทียบช่วงคาบเกี่ยวระหว่างยุค 2.5G และ 3G เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นอ่ะ**

3G ต่อมา … ก็ได้พัฒนามาเป็นระบบ 3G หรือ Third Generation ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 จุดเด่นที่สุดของ 3G นั้น … เป็นเรื่องของความเร็วในการเชื่อมต่อและการรับ-ส่งข้อมูล โดยเน้นการเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยความเร็วสูง
ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลต่างๆ รวดเร็วมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้ บริการ Multimedia ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การรับ-ส่ง File ที่มีขนาดใหญ่ , การใช้บริการ Video/Call Conference , Download เพลง , ดู TV Streaming ต่างๆ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบเทคโนโลยี 2G กับ 3G แล้ว … 3G มีช่องสัญญาณความถี่ และ ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่าเยอะเลย
คุณสมบัติหลักที่เด่นๆ อีกอย่างหนึ่งของระบบ 3G ก็คือ Always On … คือ มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดโทรศัพท์ด้วย 3. 3G กับ 3.9G แตกต่างกันตรงไหน ตอนนี้ในไทยมี3G แท้ กับ 3G เทียมครับ 3G แท้ คือ เครือข่ายที่ให้สัญญาณ สามจี จริงๆ เช่น i-mobile 3GX หรือ TOT 3G บนคลื่นความถี่ WCDMA หรือ UMTS 2100 MHz และ ยังมีระบบ CAT CDMA บนเทคโนโลยี CDMA2000 1x EV-DO
3G เทียม ก็คือ การแปลงสัญญาณ GSM ให้เป็น 3G อย่างที่ AIS / True / Dtac กำลังทดลองให้บริการกันอยู่ AIS ก็วิ่งบนคลื่น 900 MHzอยู่ครับ Dtac กับ truemove 850MHz ถ้าใบอนุญาตออกจะวิ่งที่ 2100 MHz



E-Commerce

 e-Business นั้น คือ การดำเนินกิจกรรมทาง “ธุรกิจ”ต่างๆ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
การใช้คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและอินเทอร์เน็ต เพื่อทำให้กระบวนการทางธุรกิจ มีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของคู่ค้า และลูกค้าให้ตรงใจ และรวดเร็วและเพื่อลดต้นทุน และขยายโอกาสทางการค้า และการบริการ เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลจะมีคำศัพท์ที่ได้ยินบ่อยๆ อาทิ
BI=Business Intelligence: การรวบรวมข้อมูลข่าวสารด้านตลาด ข้อมูลลูกค้า และ คู่แข่งขัน
EC=E-Commerce: เทคโนโลยีที่ช่วยทำให้เกิดการสั่งซื้อ การขาย การโอนเงินผ่านอินเทอร์เน็ต
CRM=Customer Relationship Management:
การบริหารจัดการ การบริการ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจกับทั้งสินค้า บริการ และ บริษัท – ระบบ CRM จะใช้ไอทีช่วยดำเนินงาน และ จัดเตรียมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการบริการลูกค้า
SCM=Supply Chain Management: การประสาน ห่วงโซ่ทางธุรกิจ ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ ผู้ผลิต ผู้จัดส่ง ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก จนถึงมือผู้บริโภค
ERP=Enterprise Resource Planning: กระบวนการของสำนักงานส่วนหลัง และ การผลิต เช่น การรับใบสั่งซื้อการจัดซื้อ การจัดการใบส่งของ การจัดสินค้าคงคลัง แผนและการจัดการการผลิต– ระบบ ERP จะช่วยให้ประบวนการดังกล่าวมีประสิทธิภาพและลดต้นทุน

E-Commerce คืออะไร

    E-Commerce มีชื่อที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” โดยความหมายของคำว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มีผู้ให้คำนิยามไว้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีคำจำกัดความใดที่ใช้เป็นคำอธิบายไว้อย่างเป็นทางการ ซึ่งมีดังนี้
“พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การดำเนินธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์” (ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, 2542)”
“พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การผลิต การกระจาย การตลาด การขาย หรือการขนส่งผลิตภัณฑ์และบริการโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์” (WTO, 1998)
“พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ ธุรกรรมทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ทั้งในระดับองค์กรและส่วนบุคคล บนพื้นฐานของ การประมวลและการส่งข้อมูลดิจิทัลที่มีทั้งข้อความ เสียง และภาพ” (OECD, 1997)
จากความหมายของ e-business กับ e-commerce จะเห็นได้ว่าสองคำนี้มีความหมายที่ใกล้เคียงกัน แต่อันที่จริงแล้วมีความหมายต่างกัน
โดย e-business สรุปความหมายได้ว่าคือการทำกิจกรรมทุกๆอย่าง ทุกขั้นตอนผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีขอบเขตกว้างกว่า แต่ e-commerce จะเน้นที่การซื้อขายสินค้าและบริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เนตเท่านั้น 
จึงสรุปได้ว่า e-commerce เป็นส่วนหนึ่งของ e-business

ประเภทของ E-Commerce   

ผู้ประกอบการ กับ ผู้บริโภค (Business to Consumer - B2C)
คือการค้าระหว่างผู้ค้าโดยตรงถึงลูกค้าซึ่งก็คือผู้บริโภค เช่น การขายหนังสือ ขายวีดีโอ ขายซีดีเพลงเป็นต้น
ผู้ประกอบการ กับ ผู้ประกอบการ (Business to Business – B2B) คือการค้าระหว่างผู้ค้ากับลูกค้าเช่นกัน แต่ในที่นี้ลูกค้าจะเป็นในรูปแบบของผู้ประกอบการ ในที่นี้จะครอบคลุมถึงเรื่อง การขายส่ง การทำการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain Management) เป็นต้น ซึ่งจะมีความซับซ้อนในระดับต่างๆกันไป
ผู้บริโภค กับ ผู้บริโภค (Consumer to Consumer - C2C) คือการติดต่อระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคนั้น มีหลายรูปแบบและวัตถุประสงค์ เช่นเพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ในกลุ่มคนที่มีการบริโภคเหมือนกัน หรืออาจจะทำการแลกเปลี่ยนสินค้ากันเอง ขายของมือสองเป็นต้น
ผู้ประกอบการ กับ ภาครัฐ (Business to Government – B2G)
คือการประกอบธุรกิจระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ ที่ใช้กันมากก็คือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ หรือที่เรียกว่า e-Government Procurement ในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว รัฐบาลจะทำการซื้อ/จัดจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เช่นการประกาศจัดจ้างของภาครัฐในเว็บไซต์ www.mahadthai.com
ภาครัฐ กับ ประชาชน (Government to Consumer -G2C)ในที่นี้คงไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการค้า แต่จะเป็นเรื่องการบริการของภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยเองก็มีให้บริการแล้วหลายหน่วยงาน เช่นการคำนวณและเสียภาษีผ่านอินเทอร์เน็ต, การให้บริการข้อมูลประชาชนผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เช่นข้อมูลการติดต่อการทำทะเบียนต่างๆของกระทรวงมหาดไทย ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบว่าต้องใช้หลักฐานอะไรบ้างในการทำเรื่องนั้นๆ และสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มบางอย่างจากบนเว็บไซต์ได้ด้วย




ปัจจุบันนี้บริการสนทนาแบบออนไลน์มีอะไรบ้างและอธิบายการใช้งาน

การสนทนาออนไลน์
การสนทนาออนไลน์ หรือ Internet Relay Chat (IRC) หมายถึง โปรแกรมที่ถูกสร้างมาเพื่อการสนทนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยการพิมพ์ข้อความผ่านคีย์บอร์ดขึ้นสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งจะมีชื่อของผู้เล่นและข้อความแสดงขึ้นในหน้าต่างภายในจอคอมพิวเตอร์ของโปรแกรมสนทนา ให้คนอื่น ๆ ที่ร่วมสนทนาในห้องสนทนา (chat room) นั้น ๆ ได้เห็นว่า ผู้เล่นสนทนาคนอื่น ๆ สามารถเข้าสนทนาได้
บริการสนทนาออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต เป็นการสื่อสารผ่านข้อความ เสียง และรูปภาพจาก Webcam โดยมีการโต้ตอบกันอย่างทันทีทันใด (real-time) มีลักษณะเดียวกันกับการสนทนาโดยโทรศัพท์ ต่างกันตรงที่ผู้สนทนาจะสื่อสารผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ในขณะเดียวกันก็สามารถส่งข้อความ ภาพ และเสียงให้กันโดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูล 
การสนทนาออนไลน์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจะใช้งาน ข้อดีที่คือการได้รู้จักผู้คนมากขึ้น ได้แนวความคิดหลากหลาย มองโลกได้กว้างขึ้นโดยที่เป็นการลดช่องว่างด้านเวลา และสถานที่ ทำให้ได้รับรู้ประสบการณ์ของผู้อื่นพร้อมกับเผยแพร่ประสบการณ์ของตัวเองที่เป็นประโยชน์ เผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ส่วนข้อเสียเป็นอาการติดสนทนาออนไลน์ไม่สนใจกิจกรรมอื่นนอกจากสนทนาออนไลน์ 
รูปแบบการสนทนาออนไลน์ ในปัจจุบันมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มสีสันการสนทนามากมาย ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความแตกต่าง ความน่าสนใจ ทำให้เข้ามาสนทนาพูดคุย สามารถแบ่งรูปแบบการสนทนาออนไลน์อย่างกว้าง ๆ ได้เป็น รูปแบบด้วยกัน คือ Web Chat, Web Board และโปรแกรมสนทนาออนไลน์ Web Chat เป็นการสนทนาโดยผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง ซึ่งจะทำให้เกิดกลุ่มสนทนาแล้วทุกคนที่ติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์นั้นสามารถได้รับข้อความนั้นได้พร้อม ๆ กัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าห้องสนทนา (chat room) เป็นการเข้าไปคุยกันในเว็บที่จัดให้บริการ เป็นการคุยตอบโต้ระหว่างกันผ่านเซิร์ฟเวอร์ โดยใช้บราวเซอร์ปกติ รูปแบบ และบรรยากาศของห้องคุยก็จะขึ้นอยู่กับผู้สร้างสรรค์เว็บบริการนั้น ๆ ว่าให้ความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด ซึ่งแต่ละห้องจะมีคนพูดคุยพร้อม ๆ กันหลายคน

รูปแบบการสนทนาออนไลน์ (Chat)
การสนทนาออนไลน์ผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง
เป็นลักษณะการสนทนาแบบเป็นกลุ่ม โดยผู้สนทนาจะพิมพ์ข้อความที่ต้องการสื่อสารผ่านไปยังเซิร์ฟเวอร์ และเซิร์ฟเวอร์จะส่งข้อความเหล่านั้นออกมาแสดงบนหน้าจอของทุกคนที่กำลังติดต่อกับกับเซิร์ฟเวอร์อยู่ซึ่งเราเรียกว่า ห้องสนทนา (Chat Room)
วิธีการสนทนาออนไลน์ผ่านทางเซิร์ฟเวอร์กลาง จะมีเทคนิคเพื่อให้เลือกใช้บริการดังนี้
1. การสนทนาออนไลน์ผ่านโปรแกรม คือ ลักษณะการสนทนาด้วยข้อความในห้องสนทนาโดยใช้โปรแกรมของแต่ละเครื่องของผู้ใช้ มีเซิร์ฟเวอร์มากมาย เช่น PIRCH,mIRC และ Comic Chat
2. การสนทนาออนไลน์ผ่านเว็บ (Web Chat) คือ รูปแบบของการนำวิธีการทำงานบนเว็บเซิร์ฟเวอร์มาทำให้เกิดห้องสนทนา บนเว็บเพจของผู้ที่เข้าไปใช้บริการ โดยไม่ต้องมีโปรแกรมรันอยู่บนเครื่องของผู้สนทนา ปัจจุบันการสนทนาออนไลน์ผ่านเว็บได้นำเทคโนโลยี จาวา (Java) มาใช้เขียนโปรแกรม

ขั้นตอนการสนทนาแบบ Chat Room
1.พิมพ์ URL ที่ช่อง Address: htt://www.sanook.com
2.คลิกเลือกที่ คุยสด จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
Java Chat ซึ่งจะต้องติดตั้งโปรแกรม Java Applet ก่อน จึงจะสามารถสนทนารูปแบบนี้ได้Classic Chat เป็นรูปแบบดั้งเดิของการสนทนาออนไลน์โดยผ่ามเซิร์ฟเวอร์ สามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆเพิ่มเติม
3.เมื่อเลือก Ciassic Chat จะมีรายชื่อของห้องสนทนาต่างๆภายในเซิร์ฟเวอร์แสดงออกมาให้ผู้ใช้ได้เลือกตามควมสนใจ เพื่อจะได้เข้าไปคุยกับเพื่อนๆภายในห้องสนทนาที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน
4.เมื่อเลือกห้องที่ต้องการสนทนาได้แล้ว จะปรากฎเว็บเพจในการแนะนำวิธีการ Log on เพื่อขอใช้บริการ พร้องทั้ให้พิมพ์ชื่อ และสีของข้อควมที่ต้องการใช้ระหว่างการสนทนจา เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ "เข้าห้อง"
5.เมื่อเข้าไปภายในห้องสนทนาแล้ว จะปรากฎชื่อของสมาชิกทั้งหมดภายในห้องสนทนานี้ และการสนทนาสามารถเลือกได้ว่าจะส่งข้อความถึงใคร หรือส่งถึงทุกคนภายในห้องก็ได้ แต่ขอความที่แสดงบนหน้าจอ ทุกคนที่อยู่ภายในห้องสนทนานั้นจะเห็นด้วยกันทั้งหมด
6.เมื่อเลิกผู้สนทนาที่เราต้องการส่งข้อความถึงแล้วนั้น เราก็ทำการพิมพ์ข้อความที่ต้องการจะส่งไป แล้วเลือกคลิกที่ Update ข้อความของเราจะไปปรากฎบนหฟน้าจดของทุกคนที่ใช้ห้องสนทนานี้
7.เมื่อต้องการออกจากหน้าสนทนา ให้คลิก Logoff
8.เพียงการทำงานตามขั้นตอนนี้ เราก็สามารถไปห้องสนทนายังห้องต่างๆได้โดยไม่ต้องทำการลงทะเบียนสมัครป็นสมาชิของเว็บไซต์ที่ให้บริการเหล่านั้น และเมื่อทำการ Logoff ออกจากห้องสนทนาห้องใดห้องหนึ่งแล้ว ก็สามารถที่จะเปลี่ยนไปสนทนายังห้องอื่นๆต่อไปได้อีก

การสนทนาออนไลน์โดยตรงระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
การสนทนาออนไลน์รูปแบบนี้จะไม่ต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การรับส่งสารแบบทันทีทันใด หรือ Instant Messaging เช่นโปรแกรม ICQ,MSN Messenger, Yahoo Messenger, Windows Messenger เป็นต้น จะเป็นรูแบบของการสนทนาแบบตัวต่อตัว มิใช่ลักษณะการสนทนาในแบบห้องสนทนา
 
MSN




เว็บไซต์ที่ให้บริการสนทนาออนไลน์


Webboard

  WebBoard คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่ในลักษณะเป็น กระดานสนทนา เป็นกระดานแจ้งข่าวสาร ข้อมูล และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยใช้รูปแบบการแสดงผล HTML ที่นิยมใช้ใน World Wide Web.. WebBoard อนุญาตให้ผู้เยี่ยมชมเวปไซต์ และผู้พัฒนาเวปไซต์ สามารถตั้งหัวข้อกระทู้ เพื่อประกาศข่าวสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ซึ่งจะมีความแตกต่างจาก GuestBook ตรงที่ WebBoard จะสามารถแยก หัวข้อต่างๆ ออกเป็นกระทู้ๆ มีความโต้ตอบกันในการสนทนา ในหัวข้อเดียวกันมากกว่า กล่าวได้ว่า WebBoard คือพัฒนาการในรูปแบบใหม่ ของระบบการสนทนาใน BBS (Bulletin Board System) ที่เคยได้รับความนิยม ก่อนที่ระบบเครือข่าย Internet จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ประโยชน์ของเว็บบอร์ด

  1. เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร ถามตอบ หรือประกาศข่าวสารต่างๆ
  2. เป็น web2.0 ที่ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกันได้โดยการแสดงความคิดเห็น 
  3. ผู้ใช้หน้า homepage สามารถนำไปเป็นแหล่งที่สื่อสารหรือประกาศข่าวได้

การใช้งานของเว็บบอร์ด
  1. ผู้ใช้งานสามารถเลือกตั้งกระทู้หรือหัวข้อตามหมวดหมู่ที่เว็บไซต์ได้จัดไว้
  2. ในกรณีที่เว็บบอร์ดใดเป็นเว็บปิด ต้องสมัครสมาชิกก่อนใช้งาน
  3. สามารถตั้งกระทู้และตอบได้
  4. โพสรูปได้ ตามที่ทางเจ้าของเว็บบอร์ดกำหนด
ตัอย่างเว็บบอร์ด

http://webboard.yenta4.com : เว็บบอร์ดบันเทิง